x

COVID-19 กับผลกระทบบนเครือข่ายบรอดแบนด์

การระบาดของ COVID-19 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้มีปริมาณการใช้งานบนเครือข่ายบรอดแบนด์ประจำที่ (fixed broadband network) เพิ่มสูงขึ้น 30 – 40% ภายในชั่วข้ามคืน จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดิจิทัลที่ผู้คนจำนวนมากพึ่งพาการเชื่อมต่อภายในบ้าน เช่น การทำงานจากที่บ้าน ที่ได้แก่ การประชุมทางวิดีโอ, การทำงานร่วมกัน และการใช้ VPNs), การเรียนที่บ้านผ่านแพลตฟอร์ม e-learning แทนที่จะเดินทางไปโรงเรียน และความบันเทิงจากเกมออนไลน์, สตรีมมิ่งวิดีโอ และโซเชียลมีเดีย

WFH

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายประเทศก่อนและหลังมาตราการล็อกดาวน์ (Lock down) พบว่า

  • การรับส่งข้อมูลบรอดแบนด์ประจำที่ (fixed broadband) เพิ่มขึ้น 30 – 60%
  • การรับส่งข้อมูลเสียงประจำที่ (fixed voice) เพิ่มขึ้น 50 – 130%
  • การโทรผ่าน Wi-Fi เพิ่มขึ้น 70 – 80%

จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดิจิทัลที่มีแนวโน้มจะคงอยู่ต่อไป รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีมาตราการล็อกดาวน์ (Lock down) เป็นระยะจนกว่าจะพบวัคซีนป้องกัน COVID-19 ส่งผลให้ควรมีการพิจารณาใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

บรอดแบนด์ประจำที่ (fixed broadband)

คือ โครงข่ายที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านทางสาย (Wireline) เช่น สายทองแดง (Copper Cable) สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) สายโคแอ๊กเซียล (Coaxial Cable)

กลุ่มที่ควรได้รับความสำคัญ

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของ COVID-19 ต่อสังคม ครัวเรือนที่ยังไม่มีการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ประจำที่ (fixed broadband)  ควรเป็นกลุ่มที่ได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งมีจำนวนมากเกือบพันล้านครัวเรือนในโลก เนื่องจากครัวเรือนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความช่วยเหลือ รวมถึงเระบบ e-health, e-learning จากปัญหาสถานภาพทางการเงินที่ไม่เพียงพอ

world map

แบนด์วิดท์ขั้นต่ำที่เปลี่ยนไป

เครื่องมือสร้างแบบจำลองแบนด์วิดท์ของ Nokia แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์เชื่อมต่อ, แอปพลิเคชั่นที่ใช้แบนด์วิธสูง เช่น การเล่นเกม และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้งานอัปสตรีมจากการประชุมผ่านทางวิดีโอ ส่งผลให้แบนด์วิดท์ขั้นต่ำที่แนะนำเปลี่ยนไปเป็นดาวน์สตรีม 50 Mbps และอัปสตรีม 15 Mbps เพื่อความสะดวกสบายในการทำงาน, เรียนรู้ และเล่น

broadband

สมมติฐานที่ใช้ไม่ได้

สมมติฐานที่กล่าวว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้แบนด์วิดท์ในเวลาเดียวกัน นั้นไม่สามารถใช้กับการออกแบบเครือข่ายได้อีกต่อไป เนื่องจากความต้องการแบนด์วิดท์ที่เพิ่มขึ้น 30 – 60% ในระหว่างการล็อกดาวน์ ซึ่งหมายความว่าแม้แต่พื้นที่ที่ให้บริการอย่างดี เช่น พื้นที่ที่ให้บริการบนเครือข่ายไฟเบอร์กิกะบิต  ก็ต้องได้รับการประเมินใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนจะได้รับความเร็วที่จ่ายไป ไม่เพียงแต่สมาชิกระดับพรีเมียมเท่านั้น

เพราะฉะนั้นแผนบรอดแบนด์ที่ถูกร่างขึ้นในโลกยุคก่อน COVID จำเป็นต้องได้รับการเขียนขึ้นใหม่เพื่ออธิบายถึงบทบาทสำคัญของบรอดแบนด์วิถีใหม่ (new normal) ซึ่งควรพิจารณาทุกอย่างตั้งแต่เงินอุดหนุน, ภาษีอากร, แรงจูงใจในการลงทุนภาคเอกชน, สิทธิพึงได้ตามกฎระเบียบ ตลอดจนสาธารณูปโภคบรอดแบนด์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ควรมีการร่วมกันพิจารณามาตรฐานการให้บริการขั้นต่ำขึ้นใหม่ระหว่างผู้ให้บริการบรอดแบนด์กับภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี FTTH แบบ NG-PON ที่ช่วยแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของอัพสตรีมแบนด์วิดท์เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการรวมลิงก์ 100G และความสามารถในการทำเทราบิตสวิตชิ่ง (Terabit Switching) ด้วย

FTTH (fibre-to-the-home)

คือ การนำสายใยแก้วนำแสงลากสายเข้าสู่เขตพื้นที่อยู่อาศัย โดยทั่วไปความเร็วในการรับส่งสัญญาณจะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 10 Gbps 

NG-PON (Next-Generation Passive Optical Network)

คือ มาตรฐานเครือข่ายโทรคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาโดย ITU สามารถส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ถึงระดับ 10 – 40 Gbps ในระยะไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากอุปกรณ์ต้นทางและสามารถรองรับผู้ใช้งานเครือข่ายจำนวนมากได้

Terabit Switching

คือ การสลับแพ็กเก็ตข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ในเครือข่ายเดียวกัน (หรือ LAN เดียวกัน – Local Area Network) ในระดับเทราบิต

ที่มา:

ABOUT THE AUTHOR

bright

© 2017 3BB. All rights reserved.